English
Chinese
Japanese

ปลวกสื่อสารกันอย่างไรในความมืด? ภาษากลิ่น สัมผัส และแรงสั่นสะเทือน

ปลวกสื่อสารกันอย่างไรในความมืด? ภาษากลิ่น สัมผัส และแรงสั่นสะเทือน

ภายในทางเดินแคบ ๆ ใต้ดินหรือกลางเนื้อไม้ แสงแทบส่องเข้าไปไม่ถึง แต่สมาชิกจำนวนมหาศาลกลับเดินทาง หาอาหาร ดูแลลูก ป้องกันศัตรู และซ่อมแซมรังร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ

คำถามคือ หากปลวกมองแทบไม่เห็น พวกมันรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นเพื่อนร่วมรัง อาหารอยู่ทางไหน สมาชิกตัวใดต้องการความช่วยเหลือ หรืออันตรายกำลังเข้ามาจากทิศใด

คำตอบไม่ได้มีเพียง “กลิ่น” หรือ “การสัมผัส” อย่างใดอย่างหนึ่ง ปลวกใช้ระบบสื่อสารหลายช่องทางร่วมกัน ได้แก่ สารเคมี การแตะด้วยหนวด การสัมผัสร่างกาย การแลกเปลี่ยนอาหาร และแรงสั่นสะเทือนที่เดินทางผ่านไม้หรือดิน

โลกที่มืดของปลวกจึงไม่ได้เงียบเลย ตรงกันข้าม มันเต็มไปด้วยข้อมูลที่มนุษย์มองไม่เห็นและแทบไม่ได้ยิน [1–4]


คำตอบสั้น ๆ: ปลวกสื่อสารกันอย่างไร

ปลวกสื่อสารกันผ่านช่องทางหลักอย่างน้อยสามกลุ่ม

  1. สารเคมี เช่น ฟีโรโมนตามทาง ฟีโรโมนรวมกลุ่ม สัญญาณเตือน และสารที่ช่วยบอกสถานะของวรรณะหรือตัวสืบพันธุ์
  2. การสัมผัสโดยตรง เช่น การแตะหนวด การสัมผัสลำตัว และ allogrooming หรือการทำความสะอาดให้เพื่อนร่วมรัง
  3. แรงสั่นสะเทือน เช่น การสั่นลำตัวหรือการเคาะหัวกับพื้นผิวของโพรง เพื่อส่งสัญญาณผ่านไม้ ดิน หรือผนังรัง

ส่วน trophallaxis คือการถ่ายทอดอาหารหรือของเหลวระหว่างสมาชิก ไม่ใช่คำเดียวกับ grooming แม้พฤติกรรมทั้งสองจะช่วยเชื่อมสมาชิกและถ่ายทอดวัสดุหรือข้อมูลภายในอาณาจักรได้ [3,5]

ปลวกทุกตัวตาบอดจริงหรือ

ประโยคว่า “ปลวกตาบอดทั้งหมด” จำง่าย แต่กว้างเกินไป

ตัวงานและตัวทหารของปลวกส่วนใหญ่ไม่มีตาประกอบที่ใช้งานได้ หรือมีโครงสร้างตาลดรูปอย่างมาก เพราะใช้ชีวิตภายในรังมืดและพึ่งพาประสาทสัมผัสชนิดอื่นเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ตัวสืบพันธุ์มีปีกหรือแมลงเม่าปลวกต้องออกจากรังเพื่อบินกระจายพันธุ์ จึงมักมีตาประกอบพัฒนาเด่นกว่าวรรณะที่อยู่ภายในรัง [6,7]

ในปลวกบางกลุ่ม การพัฒนาของตาเกิดขึ้นเป็นลำดับตามระยะวัยอ่อนและเส้นทางไปสู่ตัวสืบพันธุ์ งานศึกษา Incisitermes minor พบว่าโครงสร้างตาเริ่มพัฒนาตั้งแต่ระยะแรกและเปลี่ยนไปตามการพัฒนาวรรณะ จึงไม่ควรใช้คำว่า “ตาบอดตลอดชีวิต” ครอบคลุมปลวกทุกตัวและทุกชนิด [6]

คำอธิบายที่แม่นยำกว่าคือ

สมาชิกที่ทำงานอยู่ภายในอาณาจักรส่วนใหญ่ไม่พึ่งการมองเห็น แต่ตัวสืบพันธุ์มีปีกซึ่งต้องออกสู่โลกภายนอกมักมีระบบการมองเห็นพัฒนามากกว่า

ภาษาของปลวกไม่ได้มีเพียงกลิ่น

ช่องทางสื่อสารตัวอย่างหน้าที่ที่เป็นไปได้
สารเคมี :  ฟีโรโมนตามทาง สารรวมกลุ่ม สารเตือนภัย สารบนผิวลำตัว :  นำทาง ระดมสมาชิก จดจำวรรณะหรือสถานะ และตอบสนองต่ออันตราย
การสัมผัส :  แตะหนวด สัมผัสลำตัว กรูมมิ่ง :  ตรวจสอบสมาชิก กระตุ้นการตอบสนอง และดูแลความสะอาด
การแลกเปลี่ยนอาหาร :  Trophallaxis ทางปากหรือทางทวาร :  ส่งอาหาร ความชื้น จุลินทรีย์ร่วมอาศัย และโมเลกุลบางชนิด
แรงสั่นสะเทือน :  สั่นลำตัว เคาะหัวกับพื้นผิว :  เตือนภัย เรียกระดมทหาร กระตุ้นการหลบหนี หรือประสานพฤติกรรมบางอย่าง


ความหมายของสัญญาณไม่ได้ตายตัวเหมือนคำศัพท์ในภาษามนุษย์ สารหรือรูปแบบการสั่นเดียวกันอาจให้ผลต่างกันตามชนิดปลวก ความเข้มข้น ความถี่ สถานการณ์ และวรรณะของผู้รับสัญญาณ [1,2]

ฟีโรโมน: ข้อความเคมีที่คอยจัดระเบียบอาณาจักร

หนวดของปลวกมีอวัยวะรับความรู้สึกจำนวนมาก ใช้ตรวจจับสารเคมี ความชื้น การสัมผัส และสภาพแวดล้อมใกล้ตัว

เมื่อปลวกงานพบแหล่งอาหาร สมาชิกบางชนิดสามารถวางฟีโรโมนตามทางให้ตัวอื่นติดตาม ขณะที่สารอีกกลุ่มช่วยให้สมาชิกหยุดรวมตัวในบริเวณที่เหมาะสม

ยังมีสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการจับคู่ การจดจำไข่ การรับรู้ราชา–ราชินี การบอกสถานะของวรรณะ และการเตือนภัย งานทบทวนของ Mitaka และ Akino แสดงให้เห็นว่า ปลวกใช้สารจำนวนไม่มากอย่างยืดหยุ่น โดยสารชุดเดียวกันอาจมีความหมายต่างกันเมื่อความเข้มข้นหรือบริบทเปลี่ยนไป [1]

การแตะหนวดและการสัมผัสใกล้ชิดช่วยให้ปลวกตรวจรับสารบนผิวลำตัวหรือสารคัดหลั่งของอีกฝ่ายได้ แต่ไม่ควรสรุปว่าการกรูมมิ่งทุกครั้งคือการ “ส่งฮอร์โมนควบคุมอาณาจักร” โดยตรง

หลักฐานที่มั่นคงกว่าคือ การสื่อสารทางเคมีและการสัมผัสทำงานประกอบกัน เพื่อให้ปลวกรับรู้ตัวตน สถานะ และสถานการณ์รอบตัว

Allogrooming: การทำความสะอาดที่เป็นมากกว่าเรื่องความสะอาด

Allogrooming หมายถึงการที่ปลวกใช้ปากและหนวดทำความสะอาดผิวลำตัวให้สมาชิกตัวอื่น ต่างจาก self-grooming ซึ่งเป็นการทำความสะอาดตัวเอง

ในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมนี้ช่วยนำเศษดิน ฝุ่น จุลินทรีย์ และสิ่งแปลกปลอมออกจากบริเวณที่ปลวกทำความสะอาดเองได้ยาก เช่น หัว หนวด และด้านหลังของลำตัว

การสัมผัสระยะใกล้ยังเปิดโอกาสให้ปลวกตรวจสอบสภาพของเพื่อนร่วมรังไปพร้อมกัน


เมื่อพบสปอร์เชื้อราบนผิวลำตัว ปลวกสามารถเพิ่มความถี่ของการกรูมมิ่งได้ งานทดลองกับ Reticulitermes chinensis พบว่า การอยู่รวมกลุ่มและการกรูมมิ่งอย่างเข้มข้นช่วยนำสปอร์ของ Metarhizium anisopliae ออกจากผิว ลดปริมาณเชื้อ และเพิ่มโอกาสรอดเมื่อเทียบกับปลวกที่ถูกแยกไว้ตัวเดียว [8]

นี่คือส่วนหนึ่งของ social immunity หรือภูมิคุ้มกันระดับสังคม หมายถึงการที่สมาชิกช่วยกันลดความเสี่ยงของโรคให้ทั้งอาณาจักร ก่อนที่เชื้อจะทะลุผ่านผิวและกลายเป็นการติดเชื้อภายในร่างกาย

กรูมมิ่งทำให้เชื้อแพร่กระจายได้หรือไม่

คำตอบคือ เป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ผลลัพธ์เพียงด้านเดียว

ระหว่างการกรูมมิ่ง อนุภาคหรือสปอร์บางส่วนอาจเคลื่อนจากตัวที่ปนเปื้อนไปยังผู้ทำความสะอาดได้ อย่างไรก็ตาม ในหลายการทดลอง ผลรวมของพฤติกรรมนี้กลับช่วยลดการติดเชื้อ เพราะสปอร์ถูกนำออกจากผิว ถูกกลืน หรือถูกยับยั้งก่อนงอก [8,9]

งานด้าน social immunity ยังเสนอว่า การได้รับเชื้อในระดับต่ำระหว่างสมาชิกอาจกระตุ้นการตอบสนองป้องกันในบางระบบ แต่ผลลัพธ์ขึ้นกับชนิดปลวก ชนิดเชื้อ ปริมาณสปอร์ ระยะเวลา และโครงสร้างของกลุ่ม

จึงไม่ควรกล่าวง่าย ๆ ว่า “กรูมมิ่งแพร่เชื้อทั่วรัง” หรือ “กรูมมิ่งป้องกันเชื้อได้เสมอ”


Grooming กับ trophallaxis ไม่ใช่พฤติกรรมเดียวกัน

สองคำนี้มักถูกนำมาใช้ปะปนกัน ทั้งที่มีหน้าที่พื้นฐานต่างกัน

  • Grooming คือการดูแลหรือทำความสะอาดผิวลำตัว
  • Trophallaxis คือการส่งอาหารหรือของเหลวจากตัวหนึ่งสู่อีกตัวหนึ่ง

Trophallaxis อาจเกิดทางปากต่อปาก หรือในปลวกบางกลุ่มเกิดจากการรับของเหลวจากทางเดินอาหารส่วนท้าย

พฤติกรรมนี้มีความสำคัญมาก เพราะปลวกไม่ได้ส่งต่อเฉพาะพลังงาน แต่ยังส่งความชื้น จุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยเซลลูโลส และโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับสภาพของอาณาจักร [5]


ปลวกทหารหลายชนิดมีขากรรไกรหรือโครงสร้างส่วนหัวที่เหมาะกับการป้องกันรังมากกว่าการหาอาหาร จึงต้องพึ่งปลวกงานป้อนอาหาร

การแลกเปลี่ยนอาหารจึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือ แต่เป็นระบบสนับสนุนที่ทำให้การแบ่งหน้าที่ของอาณาจักรดำรงอยู่ได้

การสั่นลำตัว: สัญญาณที่อาจมีหลายความหมาย

ผู้ตรวจสอบที่สังเกตปลวกอย่างใกล้ชิดอาจเห็นสมาชิกขยับตัวไปข้างหน้า–ถอยหลังอย่างรวดเร็ว หรือสั่นลำตัวเป็นช่วง ๆ

พฤติกรรมนี้มักเรียกว่า longitudinal oscillatory movement หรือ LOM และเคยถูกเรียกในงานต่าง ๆ ว่า shaking, jerking, jigging หรือ trembling

LOM ไม่ได้มีความหมายเดียวในปลวกทุกชนิด มีรายงานความเกี่ยวข้องกับภาวะเตือนภัย การพบเชื้อโรค การรวมกลุ่ม การกรูมมิ่ง การมีไข่หรือตัวสืบพันธุ์ และบริบททางสังคมอื่น ๆ [4,9,10]

ตัวอย่างหนึ่งคือ เมื่อปลวกใต้ดินบางชนิดสัมผัสสปอร์เชื้อราปริมาณสูง การสั่นเตือนเพิ่มขึ้นและตามมาด้วยการรวมกลุ่มเพื่อกรูมมิ่ง

งานของ Bulmer และคณะจึงเสนอว่าแรงสั่นสะเทือนทำหน้าที่เชื่อม “การตรวจพบความเสี่ยง” เข้ากับ “การตอบสนองด้านสุขอนามัยของกลุ่ม” [9]

เมื่อทหารเคาะหัว ผนังรังคือสายส่งสัญญาณ

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการ drumming หรือ head-banging ปลวกจะกระแทกหัวหรือลำตัวกับพื้นผิวของโพรง ทำให้เกิดแรงสั่นที่เดินทางผ่านวัสดุแข็งได้ดี

งานศึกษาใน Zootermopsis nevadensis พบว่า ทั้งตัวงานและทหารสามารถเคาะหัวเพื่อตอบสนองต่อการรบกวน และสมาชิกอื่นรับรู้การสั่นผ่านพื้นผิว [3]

ในปลวกสร้างจอมปลวกอย่าง Macrotermes natalensis การสั่นเตือนสามารถส่งไปตามทางเดิน ทำให้ตัวงานถอยหนีเข้าสู่ส่วนปลอดภัย ขณะที่ทหารถูกระดมไปยังแหล่งกำเนิดสัญญาณ [4]


อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ปลวกทหารทุกชนิดต้องส่งสัญญาณแบบเดียวกัน และผู้ส่งไม่ได้เป็นทหารเสมอไป

ปลวกแต่ละกลุ่มอาจใช้การเคาะ การสั่นลำตัว หรือสัญญาณเคมีร่วมกันในสัดส่วนต่างกัน งานเปรียบเทียบหลายชนิดสนับสนุนว่า การเตือนภัยของปลวกเป็นระบบหลายช่องทางซึ่งวิวัฒนาการแตกต่างกันตามรูปแบบรังและวิถีชีวิต [2]

พฤติกรรมทางสังคมเกี่ยวข้องกับการควบคุมปลวกอย่างไร

พฤติกรรมกรูมมิ่ง การเดินตามทาง และ trophallaxis ทำให้เกิดแนวคิดเรื่อง horizontal transfer หรือการส่งต่อสารออกฤทธิ์จากปลวกที่สัมผัสสารไปยังสมาชิกซึ่งยังไม่สัมผัสโดยตรง

แต่คำว่า “ส่งต่อได้” ไม่ได้แปลว่า “กำจัดได้ทั้งอาณาจักรเสมอ” ประสิทธิผลจริงขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่

  • ชนิดปลวกและโครงสร้างอาณาจักร
  • สารออกฤทธิ์และสูตรผลิตภัณฑ์
  • คุณสมบัติไล่หรือไม่ไล่ปลวก
  • ปริมาณที่ปลวกตัวแรกได้รับ
  • ความเร็วในการออกฤทธิ์
  • จำนวนสมาชิกที่สัมผัสกัน
  • ตำแหน่งวางสารและความต่อเนื่องของทางเดิน
  • จำนวนอาณาจักรที่อาศัยอยู่ในอาคาร

งานทดลองเกี่ยวกับฝุ่นกำจัดปลวกยืนยันว่า สารบางชนิดสามารถเคลื่อนระหว่างสมาชิกและส่งผลต่อปลวกที่ไม่ได้สัมผัสโดยตรง แต่ระดับการส่งต่อแตกต่างกันตามสารและเงื่อนไขการทดลอง [11]

ในอดีตเคยมีการใช้ฝุ่นสารหนูไตรออกไซด์เพื่ออาศัยพฤติกรรมสัมผัสและกรูมมิ่งของปลวก แต่สารดังกล่าวมีพิษสูง คงอยู่ในสิ่งแวดล้อม และถูกจำกัดหรือยกเลิกการใช้ในหลายพื้นที่

จึงควรกล่าวถึงในฐานะประวัติศาสตร์ของการควบคุมเท่านั้น ไม่ใช่วิธีที่ควรนำกลับมาใช้เอง [12,13]

การควบคุมในปัจจุบันควรเริ่มจากการระบุชนิดและขอบเขตการระบาด แล้วเลือกวิธีหรือผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนสำหรับพื้นที่และลักษณะงานนั้นโดยเฉพาะ พร้อมปฏิบัติตามฉลากอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่ผู้ตรวจสอบเรียนรู้ได้จาก “ภาษาของปลวก”

ความเข้าใจเรื่องการสื่อสารช่วยให้การตรวจปลวกไม่หยุดอยู่แค่การมองหาตัวปลวก ผู้ตรวจสอบควรพิจารณาระบบทางเดิน แหล่งความชื้น จุดเชื่อมต่อของวัสดุ และรูปแบบการเคลื่อนไหวร่วมกัน

  • การแตกกระจายอย่างรวดเร็วอาจเกิดหลังรังถูกรบกวน
  • การรวมกลุ่มและกรูมมิ่งมากผิดปกติอาจสัมพันธ์กับสิ่งปนเปื้อนหรือความเครียด แต่ไม่สามารถใช้วินิจฉัยเชื้อโรคจากสายตาเพียงอย่างเดียว
  • สัญญาณสั่นสะเทือนอาจช่วยให้อุปกรณ์ตรวจเสียงหรือแรงสั่นตรวจพบกิจกรรมในจุดที่มองไม่เห็น
  • เสียงหรือแรงสั่นที่ตรวจพบไม่สามารถบอกชนิด จำนวนประชากร หรือยืนยันการกำจัดทั้งรังได้โดยลำพัง
  • ร่องรอยหลายจุดอาจเป็นทางเดินของอาณาจักรเดียวหรือหลายอาณาจักร ต้องสำรวจทั้งโครงสร้าง


สนใจผลิตภัณฑ์หรือคำแนะนำด้านการควบคุมปลวก

พฤติกรรมทางสังคมของปลวกอาจช่วยให้สารบางสูตรกระจายจากตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่งได้ แต่การเลือกผลิตภัณฑ์จากคำว่า “ส่งต่อทั้งรัง” เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ

ก่อนวางแผนควบคุม ควรสำรวจว่าเป็นปลวกชนิดใด รังหรือทางเดินอยู่บริเวณใด มีแหล่งความชื้นหรือทางเข้าส่วนไหน โครงสร้างเสียหายเพียงใด และอาคารอาจมีมากกว่าหนึ่งอาณาจักรหรือไม่

Green Best Product พร้อมให้คำแนะนำด้านผลิตภัณฑ์และแนวทางควบคุมปลวกสำหรับบ้านพัก ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน คลังสินค้า อาคารสำนักงาน และโรงงาน โดยพิจารณาร่วมกันทั้งชีววิทยาของปลวก โครงสร้างอาคาร ความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และแผนติดตามผล

สรุป: ในโลกที่มืด ผนังทุกด้านอาจเป็นช่องทางสื่อสาร

  1. ตัวงานและตัวทหารของปลวกส่วนใหญ่ไม่พึ่งการมองเห็น แต่ไม่ควรเหมารวมว่าปลวกทุกวรรณะตาบอด
  2. ปลวกใช้สารเคมี การสัมผัส และแรงสั่นสะเทือนร่วมกัน
  3. Allogrooming คือการทำความสะอาดเพื่อนร่วมรัง และเป็นส่วนหนึ่งของ social immunity
  4. Trophallaxis คือการถ่ายทอดอาหารหรือของเหลว ไม่ใช่คำเดียวกับ grooming
  5. การกรูมมิ่งอาจเคลื่อนย้ายสปอร์ระหว่างตัวได้ แต่หลายกรณีช่วยลดการติดเชื้อโดยนำสปอร์ออกจากผิว
  6. การสั่นลำตัวหรือ LOM อาจมีหลายความหมายตามชนิดและบริบท
  7. การเคาะหัวทำให้แรงสั่นเดินทางผ่านผนังรังและกระตุ้นการหลบหนีหรือการป้องกัน
  8. หลักการส่งต่อสารช่วยอธิบายการทำงานของผลิตภัณฑ์บางสูตร แต่ไม่รับประกันการกำจัดทั้งอาณาจักร
  9. ฝุ่นสารหนูเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่ควรนำมาใช้เอง
  10. การจัดการที่เหมาะสมต้องเริ่มจากการสำรวจ ระบุชนิด เลือกวิธีที่ขึ้นทะเบียน และติดตามผล

ปลวกอาจไม่ได้มองเห็นเพื่อนร่วมรังเหมือนที่เรามองเห็นกัน แต่ทุกครั้งที่หนวดแตะกัน ทุกครั้งที่สมาชิกทำความสะอาดให้กัน และทุกครั้งที่หัวกระทบผนังโพรง ข้อมูลกำลังถูกส่งผ่านอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง

ความมืดจึงไม่ใช่อุปสรรคของสังคมปลวก แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ผลักให้พวกมันพัฒนาภาษาซึ่งใช้กลิ่น สัมผัส และแรงสั่นสะเทือนแทนสายตา


คำถามที่พบบ่อย

ปลวกตัวงานและตัวทหารตาบอดทุกชนิดหรือไม่

ส่วนใหญ่ไม่มีตาประกอบที่ใช้งานได้หรือมีตาลดรูปมาก แต่รายละเอียดแตกต่างกันระหว่างชนิด ส่วนตัวสืบพันธุ์มีปีกมักมีตาพัฒนากว่าเพราะต้องออกบินนอกรัง

Grooming และ allogrooming ต่างกันอย่างไร

Grooming เป็นคำรวมของการดูแลทำความสะอาดร่างกาย ส่วน allogrooming หมายถึงการทำความสะอาดให้สมาชิกตัวอื่นโดยเฉพาะ

Trophallaxis คืออะไร

คือการถ่ายทอดอาหารหรือของเหลวระหว่างสมาชิก อาจเกิดทางปากต่อปากหรือทางเดินอาหารส่วนท้าย ช่วยส่งอาหาร ความชื้น และจุลินทรีย์ร่วมอาศัย

การกรูมมิ่งแพร่เชื้อราไปทั่วรังหรือไม่

อาจทำให้สปอร์บางส่วนเคลื่อนไปยังผู้ทำความสะอาดได้ แต่ในหลายกรณีการกรูมมิ่งช่วยกำจัดสปอร์และลดการติดเชื้อ ผลลัพธ์ขึ้นกับชนิดเชื้อ ปริมาณ และพฤติกรรมของปลวก

ปลวกทหารทุกชนิดเคาะหัวเตือนภัยหรือไม่

ไม่ทุกชนิด รูปแบบสัญญาณแตกต่างกัน และในบางชนิดตัวงานก็สามารถเคาะหรือสั่นลำตัวได้เช่นกัน

สารกำจัดปลวกทุกชนิดส่งต่อผ่านการกรูมมิ่งได้หรือไม่

ไม่ได้ ความสามารถในการส่งต่อขึ้นกับสาร สูตร ปริมาณ ความเร็วในการออกฤทธิ์ พฤติกรรมของปลวก และตำแหน่งที่ใช้ ต้องอ้างอิงฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียน

เอกสารอ้างอิง

  1. Mitaka, Y., & Akino, T. (2021). A review of termite pheromones. Frontiers in Ecology and Evolution, 8, 595614. DOI
  2. Sillam-Dussès, D., Jandák, V., Stiblik, P., et al. (2023). Alarm communication predates eusociality in termites. Communications Biology, 6, 83. DOI
  3. Kirchner, W. H., Broecker, I., & Tautz, J. (1994). Vibrational alarm communication in Zootermopsis nevadensis. Physiological Entomology, 19, 187–190. DOI
  4. Hager, F. A., & Kirchner, W. H. (2013). Vibrational long-distance communication in termites. Journal of Experimental Biology, 216, 3249–3256. DOI
  5. Nalepa, C. A. (2015). Origin of termite eusociality: Trophallaxis integrates the social, nutritional, and microbial environments. Ecological Entomology, 40, 323–335. DOI
  6. Rose, T. C., et al. (2015). Compound eye formation in Incisitermes minor. Development Genes and Evolution, 225, 235–251. DOI
  7. Merchant, A., & Zhou, X. (2024). Caste-biased patterns of brain investment in Reticulitermes flavipes. iScience, 27, 110052. DOI
  8. Liu, L., et al. (2019). The influence of allogrooming behavior on individual innate immunity in Reticulitermes chinensis. Journal of Insect Science, 19, 6. DOI
  9. Bulmer, M. S., Franco, B. A., & Fields, E. G. (2019). Subterranean termite social alarm and hygienic responses to fungal pathogens. Insects, 10, 240. DOI
  10. Rosengaus, R. B., et al. (1999). Pathogen alarm behavior in a termite. Naturwissenschaften, 86, 544–548. DOI
  11. Green, F., Arango, R. A., & Esenther, G. R. (2008). Transfer of termiticidal dust compounds. USDA Forest Products Laboratory
  12. Oi, F. (2022). A review of the evolution of termite control. Insects, 13, 50. DOI
  13. Victoria Department of Health. (2024). Pest control—termites: Arsenic trioxide information and restrictions. Government of Victoria

สนใจสั่งซื้อหรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

บริษัท กรีน อะโกรซายน์ จำกัด

Web: www.greenbestproduct.com
โทรศัพท์ : 02-374-7118-9, 02-377-9580, 02-377-2488, 02-375-1995
Hotline : 081-421-8517, 081-905-6566

      
Visitors: 643,353