ปลวกกินและเคลื่อนที่อย่างไร? พฤติกรรมหากินที่กำหนดรูปแบบความเสียหาย
ปลวกกินและเคลื่อนที่อย่างไร? พฤติกรรมหากินที่กำหนดรูปแบบความเสียหาย
เวลาพบไม้ที่เหมาะสม ปลวกไม่ได้เพียงหยุดอยู่ตรงนั้นแล้วกัดกินไปเรื่อย ๆ สมาชิกที่ออกสำรวจอาจเพิ่มการใช้เส้นทางเดิม ชักนำปลวกตัวอื่นเข้ามา และเชื่อมจุดอาหารเข้ากับเครือข่ายอุโมงค์ของโคโลนี แต่ระดับการระดมกำลัง ความเหนียวแน่นต่อจุดอาหาร และการกระจายไปยังจุดอื่น ไม่ได้เหมือนกันในปลวกทุกชนิดหรือทุกสถานการณ์
ความแตกต่างเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดบ้านหลังหนึ่งจึงอาจเสียหายหนักเฉพาะเสาไม้ต้นเดียว ขณะที่อีกหลังพบกิจกรรมเบาบางแต่กระจายอยู่ตามวงกบ บัวพื้น ตู้ไม้ และบริเวณชื้นหลายจุดพร้อมกัน การมองเห็นเพียงร่องรอยจุดเดียวจึงยังไม่บอกขอบเขตทั้งหมดของเครือข่ายหาอาหาร

สรุปคำตอบ: เมื่อปลวกพบอาหารแล้วเกิดอะไรขึ้น
โดยทั่วไป ปลวกใต้ดินค้นหาอาหารด้วยการขุดอุโมงค์ผ่านดิน เมื่อพบวัสดุเซลลูโลสที่เหมาะสม การใช้เส้นทางและจำนวนสมาชิกในจุดนั้นอาจเพิ่มขึ้น จากนั้นปลวกจะกัดไม้ แลกเปลี่ยนอาหารกับสมาชิกอื่น และเคลื่อนอยู่ภายในเครือข่ายที่เชื่อมจุดอาหารหลายจุดเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ปลวกอาจลดการใช้จุดเดิมหรือเปลี่ยนจุดหากินได้ตามขนาดและคุณภาพของอาหาร ความชื้น อุณหภูมิ การรบกวน ฤดูกาล ชนิดปลวก และสภาพของโคโลนี
พฤติกรรมหาอาหารจึงไม่ใช่เส้นทางตายตัว และไม่จำเป็นต้องหมายถึงปลวกทั้งโคโลนีเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน

ปลวกหาไม้ได้อย่างไรทั้งที่อยู่ใต้ดิน
ปลวกใต้ดินไม่ได้มองเห็นไม้ที่อยู่ห่างออกไปแล้วเดินตรงเข้าหาเหมือนสัตว์ที่ใช้สายตาล่าอาหาร การค้นหาเริ่มจากสมาชิกจำนวนหนึ่งช่วยกันขุดและต่อขยายอุโมงค์ เครือข่ายที่เกิดขึ้นช่วยเพิ่มโอกาสสัมผัสรากไม้ เศษไม้ หรือส่วนของอาคารที่เชื่อมต่อกับดิน
รูปแบบอุโมงค์ไม่ได้สุ่มอย่างไร้ทิศทางเสียทั้งหมด ความชื้น ความหนาแน่นของดิน ชนิดวัสดุ สิ่งกีดขวาง และร่องรอยทางเคมี ล้วนสามารถเปลี่ยนทิศทางและรูปแบบการขุดได้
เมื่อพบอาหารแล้ว กิจกรรมการสร้างอุโมงค์อาจเอนเข้าหาแหล่งนั้นมากขึ้น และสมาชิกอื่นอาจถูกระดมเข้ามาใช้เส้นทางเดียวกัน
ดังนั้น คำว่า “ปลวกพบอาหาร” ในทางปฏิบัติจึงหมายถึงการที่อุโมงค์หรือสมาชิกสำรวจไปสัมผัสแหล่งอาหาร แล้วข้อมูลจากจุดนั้นส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของสมาชิกอื่น ไม่ใช่การตรวจพบไม้จากระยะไกลอย่างแม่นยำทุกครั้ง
ปลวกฟอร์โมซานกับ Reticulitermes ใช้แหล่งอาหารต่างกันหรือไม่
งานของ Delaplane และ LaFage ในปี 1989 เปรียบเทียบความเหนียวแน่นในการหากินของปลวกฟอร์โมซาน Coptotermes formosanus กับปลวกตะวันออกใต้ดิน Reticulitermes flavipes ภายใต้ชุดการทดลองที่กำหนด
ผลสนับสนุนว่า C. formosanus สามารถรวมกิจกรรมไว้กับแหล่งอาหารที่เลือกอย่างเข้มข้น ขณะที่ R. flavipes แสดงรูปแบบการใช้ทรัพยากรที่กระจายกว่าในเงื่อนไขทดลองบางแบบ วิทยานิพนธ์ต้นทางของ Delaplane
ผลดังกล่าวมีประโยชน์ต่อการตั้งสมมติฐานเรื่องรูปแบบความเสียหาย แต่ไม่ควรแปลว่า C. formosanus กินไม้เพียงชิ้นเดียวเสมอ หรือปลวกในสกุล Reticulitermes ต้องกินหลายจุดพร้อมกันทุกโคโลนี
งานภายหลังพบว่าปลวกสามารถใช้แหล่งอาหารหลายจุด และเปลี่ยนความถี่ในการเข้าจุดต่าง ๆ ได้ อีกทั้งปลวกฟอร์โมซานก็ไม่ได้มีความซื่อสัตย์ต่อจุดอาหารแบบถาวร การศึกษาการเลือกจุดอาหารของปลวกฟอร์โมซาน
สิ่งที่นำไปใช้ได้จริงจึงไม่ใช่กฎว่า “ชนิดนี้กินจุดเดียว ส่วนอีกชนิดกินหลายจุด” แต่คือ
ชนิดปลวกมีผลต่อระดับการรวมกำลังและความต่อเนื่องในการใช้ทรัพยากร ขณะที่สภาพแวดล้อมและประวัติการพบอาหารยังเปลี่ยนผลลัพธ์ได้

ปลวกชนิดใกล้เคียงกันก็อาจมีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน
งานของ Green, Scharf และ Bennett ในปี 2006 ทดลองนำ Reticulitermes tibialis และ R. flavipes มาศึกษาการเผชิญหน้าระหว่างโคโลนีและการแบ่งใช้ทรัพยากรในห้องปฏิบัติการ
ผลการทดลองแสดงความแตกต่างด้านพฤติกรรมก้าวร้าวและรูปแบบการครอบครองทรัพยากรระหว่างปลวกสองชนิด งานดังกล่าวมีชื่อว่า Agonism and Resource Partitioning of Subterranean Termites, Reticulitermes flavipes and R. tibialis in a Laboratory Assay ตีพิมพ์ในวารสาร Sociobiology เล่มที่ 47 หน้า 315–327
ประเด็นนี้เตือนว่า การเรียกรวมว่า “ปลวกสกุล Reticulitermes” อาจซ่อนความแตกต่างทั้งระดับชนิดและระดับโคโลนีไว้ การตอบสนองต่อคู่แข่ง ความชื้น และตำแหน่งอาหารอาจแตกต่างกัน แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะคล้ายกันมาก
อย่างไรก็ตาม ผลจากภาชนะหรือสนามทดลองขนาดเล็กไม่ควรถูกขยายเป็นข้อสรุปว่า R. tibialis มีอาณาเขตภาคสนามกว้างกว่า R. flavipes ทุกพื้นที่
ขอบเขตหากินจริงยังขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ อาหาร ความชื้น ฤดูกาล อายุของโคโลนี และการซ้อนทับกับโคโลนีข้างเคียงด้วย
แหล่งอาหารใหญ่ทำให้ปลวกกินมากขึ้นจริงหรือไม่
งานของ Waller และงานของ Hedlund กับ Henderson สนับสนุนว่า ขนาดของแหล่งอาหารมีผลต่อการตอบสนองของปลวกใต้ดิน
ในการทดลองบางชุด เมื่อเพิ่มขนาดไม้ การบริโภค อัตรารอด หรือรูปแบบการสร้างอุโมงค์ของปลวกฟอร์โมซานก็เปลี่ยนไป โดยแหล่งอาหารที่ใหญ่กว่าสามารถสัมพันธ์กับการกินที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนกิจกรรมภายในอุโมงค์
เหตุผลไม่ได้มีเพียงว่า “อาหารมากจึงกินดุขึ้น” เท่านั้น แหล่งอาหารใหญ่ยังอาจมีคุณสมบัติอื่นร่วมด้วย เช่น
- มีพื้นที่ผิวให้สมาชิกเข้ากินมากกว่า
- รักษาความชื้นภายในได้ดีกว่า
- รองรับปลวกจำนวนมากโดยไม่แออัดเกินไป
- ส่งแรงสั่นสะเทือนจากการกัดกินผ่านเนื้อไม้ได้ชัดกว่า
- ให้ผลตอบแทนด้านพลังงานคุ้มกับการรักษาเส้นทาง
ในทางกลับกัน ไม้ชิ้นเล็กไม่ได้แปลว่าปลวกจะไม่สนใจ หากไม้นั้นชื้น อยู่บนเส้นทางที่ใช้งาน หรือมีสภาพผุย่อยง่าย ก็อาจถูกเข้ากินก่อนวัสดุชิ้นใหญ่ที่แห้งหรือเข้าถึงยาก
ขนาดจึงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาร่วมกับชนิดไม้ ความชื้น ระดับการผุ และตำแหน่งในเครือข่ายอุโมงค์

ปลวกเคลื่อนระหว่างจุดอาหารอย่างไร
การศึกษาโดยใช้สีติดตามตัวปลวกช่วยให้นักวิจัยเห็นว่า สมาชิกจากกลุ่มหาอาหารเดียวกันสามารถปรากฏในสถานีหรือจุดอาหารหลายตำแหน่งภายในช่วงเวลาต่างกัน
ข้อมูลนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของระบบเหยื่อ เพราะสารออกฤทธิ์ในสถานีหนึ่งต้องอาศัยสมาชิกที่กินเหยื่อ และการแลกเปลี่ยนอาหารระหว่างสมาชิก เพื่อกระจายสารเข้าสู่ส่วนอื่นของโคโลนี
แต่คำว่า “เคลื่อนเป็นฝูง” อาจทำให้เข้าใจผิดว่าปลวกทั้งโคโลนีออกเดินทางพร้อมกันเหมือนฝูงสัตว์ขนาดใหญ่
ภาพที่แม่นยำกว่าคือ
- สมาชิกจำนวนหนึ่งหมุนเวียนผ่านอุโมงค์
- บางจุดมีการระดมสมาชิกเพิ่มขึ้น
- บางจุดลดกิจกรรมลง
- อุโมงค์บางส่วนถูกต่อเติมหรือเปิดใช้ใหม่
- เส้นทางที่ไม่เหมาะสมอาจถูกปิดหรือลดการใช้งาน
ปลวกจึงไม่ได้ทอดทิ้งจุดหนึ่งแล้วเคลื่อนทั้งอาณาจักรไปยังอีกจุดเสมอไป โคโลนีอาจใช้หลายจุดในเวลาเดียวกัน ขณะที่ความถี่และจำนวนสมาชิกในแต่ละจุดเปลี่ยนอยู่ตลอด
เปรียบปลวกกับฝูงควายหรือกาเซลล์ได้แค่ไหน
การเปรียบปลวกใต้ดินกับสัตว์กินหญ้าที่เคลื่อนจากแหล่งอาหารหนึ่งไปสู่อีกแห่ง ช่วยให้เห็นภาพว่าการใช้ทรัพยากรไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่กับที่ตลอดไป แต่อุปมานี้ก็มีข้อจำกัด
ฝูงสัตว์เหนือพื้นดินเคลื่อนที่ด้วยร่างกายที่มองเห็นได้ และสมาชิกจำนวนมากอาจย้ายไปพร้อมกัน ส่วนปลวกเดินผ่านระบบอุโมงค์ซึ่งขยายเป็นเครือข่าย สมาชิกกระจายตัวอยู่ตามหน้าที่ และอาหารบางส่วนอยู่ภายในโครงสร้างของเครือข่ายเอง
ดังนั้น อุปมานี้ควรใช้เพื่ออธิบาย “การเปลี่ยนความสำคัญของจุดอาหาร” มากกว่าจะใช้เป็นคำอธิบายเชิงกลไกว่าปลวกทั้งโคโลนีเดินทางเป็นขบวนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
ปลวกต่างจากมดอย่างไรเมื่อเคลื่อนหาอาหาร
มดหลายชนิดสร้างเส้นทางเปิดโล่งระหว่างรังกับอาหาร เราจึงมองเห็นสมาชิกเดินไปกลับบนพื้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ใช่มดทุกชนิดที่ใช้เส้นทางตายตัวเหมือนกันทั้งหมด
ปลวกใต้ดินส่วนใหญ่เคลื่อนอยู่ในอุโมงค์ดิน ทางเดินที่มีวัสดุปกคลุม หรือภายในเนื้อไม้ เส้นทางจึงมองไม่เห็นจากภายนอก
ความแตกต่างสำคัญไม่ใช่ว่า “มดกลับรัง แต่ปลวกไม่กลับรัง” หากอยู่ที่ลักษณะของระบบรังและเส้นทาง
ปลวกบางกลุ่มมีรังศูนย์กลางค่อนข้างชัดเจน ขณะที่โคโลนี Reticulitermes อาจมีศูนย์กิจกรรมหลายแห่งและมีโครงสร้างกระจายมากกว่า สมาชิกของทั้งสองแบบยังสามารถเคลื่อนกลับไปมาในเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนอาหาร ดูแลตัวอ่อน และรักษาอาณาจักรได้
ทำไมความเสียหายจึงพบหลายจุดในบ้านเดียวกัน
โครงข่ายใต้ดินสามารถเชื่อมวัสดุไม้หลายจุดเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันความชื้นจากท่อน้ำรั่ว ห้องน้ำ ผนังภายนอก หรือดินรอบฐานอาคาร อาจสร้างพื้นที่เหมาะสมมากกว่าหนึ่งแห่ง
บ้านหนึ่งหลังจึงอาจมีทั้ง
- จุดที่ปลวกกำลังกินอย่างเข้มข้น
- จุดที่ใช้เป็นเส้นทางผ่าน
- จุดที่กิจกรรมเพิ่งเริ่มต้น
- จุดที่เหลือเพียงร่องรอยเก่า
- จุดที่ปลวกหยุดใช้ชั่วคราวและอาจกลับมาใหม่
นอกจากนี้ ร่องรอยหลายจุดไม่จำเป็นต้องมาจากโคโลนีเดียวเสมอไป โคโลนีข้างเคียงอาจมีพื้นที่หากินซ้อนหรืออยู่ใกล้กัน
การสรุปจากตำแหน่งความเสียหายเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่สามารถบอกจำนวนโคโลนีได้อย่างแม่นยำ
พฤติกรรมการหากินมีผลต่อระบบเหยื่ออย่างไร
ระบบเหยื่ออาศัยให้ปลวกงานพบ กิน และส่งต่อสารออกฤทธิ์ที่ออกฤทธิ์ช้าไปยังสมาชิกอื่น ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่
- ตำแหน่งของสถานี
- ความน่ากินของวัสดุเหยื่อ
- การรักษาความชื้นภายในสถานี
- การไม่รบกวนเส้นทางมากเกินไป
- ความถี่ในการเข้าตรวจ
- การติดตามจนเห็นแนวโน้มกิจกรรมลดลงจริง
หากสถานีหนึ่งไม่มีกิจกรรม ไม่ได้แปลว่าบ้านไม่มีปลวกเสมอไป สถานีอาจยังไม่ตัดกับเส้นทางที่ใช้งาน อาหารธรรมชาติอาจน่าสนใจกว่า หรือสภาพความชื้นภายในสถานีอาจไม่เหมาะสม
จึงมักต้องใช้จุดตรวจหลายตำแหน่งและติดตามอย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน การมีปลวกเข้ากินเหยื่อจำนวนมากก็ยังไม่ใช่ข้อยืนยันว่าโคโลนีถูกควบคุมแล้ว ต้องประเมินการกินต่อเนื่อง สัญญาณของประชากร และกิจกรรมภายในตัวอาคารร่วมกัน คำอธิบายกลไกของระบบเหยื่อปลวก

สนใจผลิตภัณฑ์หรือคำแนะนำด้านการควบคุมปลวก
การควบคุมปลวกที่มีประสิทธิภาพไม่ควรเริ่มจากการฉีดสารใส่ทุกจุดที่มองเห็น แต่ควรเริ่มจากการทำแผนที่หลักฐานและตั้งคำถามว่า
- จุดใดเป็นแหล่งอาหาร
- จุดใดเป็นทางผ่าน
- จุดใดมีความชื้นผิดปกติ
- จุดใดเป็นร่องรอยเก่า
- มาตรการที่เคยใช้เปลี่ยนพฤติกรรมหรือเส้นทางของปลวกอย่างไร
แนวทาง IPM ที่เหมาะกับบ้าน ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน คลังสินค้า หรือโรงงานอาหาร อาจประกอบด้วย
- ตรวจทางเดินดิน ไม้กลวง รอยซ่อมทางเดิน และจุดที่ไม้สัมผัสดิน
- วัดและแก้ไขความชื้นจากท่อรั่ว น้ำฝน การระบายอากาศ และดินรอบฐานอาคาร
- วางจุดตรวจหรือสถานีเหยื่อให้ครอบคลุมหลายด้าน ไม่พึ่งเฉพาะจุดที่พบตัวปลวก
- หลีกเลี่ยงการรื้อทางเดินหรือพ่นสารไล่ก่อนประเมิน เพราะอาจทำให้เส้นทางเปลี่ยนและติดตามยากขึ้น
- เลือกผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนและเหมาะกับชนิดอาคาร ความเสี่ยง และข้อจำกัดการใช้งานพื้นที่
- บันทึกวันที่ ปริมาณการกิน ตำแหน่งกิจกรรม และผลตรวจซ้ำ เพื่อแยกกิจกรรมใหม่ออกจากร่องรอยเก่า
- ประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพราะการไม่เห็นปลวกช่วงสั้น ๆ ยังไม่เท่ากับควบคุมโคโลนีสำเร็จ
หากพบความเสียหายหลายจุด การสำรวจเครือข่ายโดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยวางตำแหน่งสถานีหรือแนวป้องกันได้มีเหตุผลกว่าการเพิ่มปริมาณสารโดยไม่รู้เส้นทาง
การควบคุมที่ดีจึงไม่ได้วัดว่า “ใช้สารมากเพียงใด” แต่วัดว่ามาตรการสามารถตัดวงจรความเสี่ยง ลดกิจกรรม และติดตามผลได้จริงหรือไม่
สรุป: ปลวกใช้เครือข่าย ไม่ได้ผูกติดกับไม้ชิ้นเดียวเสมอไป
ประเด็นสำคัญมี 6 ข้อ
- ปลวกใต้ดินค้นหาอาหารด้วยการสร้างเครือข่ายอุโมงค์ ไม่ได้มองเห็นไม้จากระยะไกลแล้วเดินตรงเข้าไปทุกครั้ง
- เมื่อพบอาหาร ปลวกอาจเพิ่มการใช้เส้นทางและระดมสมาชิก แต่ระดับการรวมกำลังต่างกันตามชนิดและสภาพแวดล้อม
- งานทดลองชี้ความแตกต่างระหว่าง Coptotermes formosanus กับ Reticulitermes flavipes แต่ผลดังกล่าวไม่ใช่กฎตายตัวสำหรับทุกโคโลนี
- แหล่งอาหารขนาดใหญ่สามารถเพิ่มการกินและเปลี่ยนรูปแบบอุโมงค์ได้ แต่ความชื้น คุณภาพไม้ และตำแหน่งก็สำคัญ
- ปลวกหมุนเวียนระหว่างจุดอาหารในเครือข่าย ไม่จำเป็นต้องย้ายทั้งโคโลนีไปพร้อมกัน
- การตรวจหลายจุดและติดตามตามเวลาเป็นหัวใจของ IPM เพราะร่องรอยหนึ่งจุดไม่สามารถแสดงขอบเขตทั้งหมดได้
การเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เราอ่านรูปแบบความเสียหายได้ดีขึ้น และช่วยเลือกมาตรการที่สอดคล้องกับวิธีที่ปลวกใช้พื้นที่จริง แทนการแก้ปัญหาเฉพาะจุดที่มองเห็นเท่านั้น

FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพฤติกรรมการหากินของปลวก
Q : เมื่อปลวกพบไม้ มันจะเรียกปลวกตัวอื่นมาหรือไม่
A : ปลวกสามารถเพิ่มการใช้เส้นทางที่นำไปสู่อาหารและระดมสมาชิกเข้ามาได้ โดยอาศัยร่องรอยทางเคมี การสัมผัส และสัญญาณอื่น แต่ระดับการระดมจะแตกต่างกันตามชนิด คุณภาพอาหาร และสภาพแวดล้อม
Q : ปลวกจะกินไม้ชิ้นเดิมจนหมดก่อนย้ายจุดหรือไม่
A : ไม่จำเป็น ปลวกอาจใช้แหล่งอาหารหลายจุดพร้อมกัน ลดการใช้จุดเดิม หรือกลับมาใช้ใหม่ในภายหลัง การไม่เห็นปลวกในจุดเดิมจึงไม่ได้ยืนยันว่าโคโลนีหายไปแล้ว
Q : ไม้ชิ้นใหญ่ดึงดูดปลวกได้ดีกว่าเสมอหรือไม่
A : ขนาดมีผลในงานทดลองหลายชิ้น แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ไม้ชื้นหรือผุที่อยู่บนเส้นทางอาจถูกใช้มากกว่าไม้ชิ้นใหญ่ที่แห้ง แข็ง หรือเข้าถึงยาก
Q : ร่องรอยปลวกหลายจุดหมายถึงมีหลายโคโลนีหรือไม่
A : ยังสรุปไม่ได้ เครือข่ายของโคโลนีเดียวอาจเชื่อมหลายจุด ขณะเดียวกันหลายโคโลนีก็อาจหากินอยู่ใกล้กัน ต้องใช้การติดตาม เครื่องหมายทางพันธุกรรม หรือวิธีศึกษาเฉพาะจึงจะยืนยันได้
Q : ทำไมสถานีเหยื่อบางจุดจึงไม่มีปลวกเข้า
A : สถานีอาจไม่ตัดกับอุโมงค์ที่ใช้งาน ความชื้นอาจไม่เหมาะสม หรือมีอาหารอื่นถูกใช้ก่อน จึงควรวางหลายตำแหน่งและตรวจอย่างต่อเนื่องตามแผน
Q : ควรรื้อทางเดินปลวกทันทีหรือไม่
A : หากต้องการประเมินกิจกรรม ควรถ่ายภาพและทำเครื่องหมายตำแหน่งก่อน การรื้อทั้งหมดหรือพ่นสารโดยไม่มีแผนอาจทำให้ปลวกเปลี่ยนเส้นทางและติดตามยากขึ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อพบกิจกรรมในโครงสร้างสำคัญ
สนใจสั่งซื้อหรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
บริษัท กรีน อะโกรซายน์ จำกัด
โทรศัพท์ : 02-374-7118-9, 02-377-9580, 02-377-2488, 02-375-1995
Hotline : 081-421-8517, 081-905-6566




