ฮันตาไวรัสปี 1993 คืออะไร? โรคจากหนูที่มากับฝุ่นปนเปื้อน
ฮันตาไวรัสปี 1993: เมื่อหนูกวางพาโลกไปรู้จักโรคปอดปริศนา
ฤดูใบไม้ผลิปี 1993 ในพื้นที่ซึ่งพรมแดนของรัฐนิวเม็กซิโก แอริโซนา โคโลราโด และยูทาห์มาบรรจบกัน แพทย์พบผู้ป่วยหนุ่มสาวที่ก่อนหน้านั้นดูแข็งแรงดี แต่กลับมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย ก่อนอาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะหายใจล้มเหลวและระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่าตกใจไม่ใช่เพียงความรุนแรงของโรค แต่เป็นเพราะวงการแพทย์ยังไม่เคยรู้จักรูปแบบอาการดังกล่าวมาก่อน
การสืบสวนซึ่งตามมานำไปสู่การค้นพบไวรัสชนิดใหม่ในกลุ่มฮันตาไวรัส ไวรัสนี้ภายหลังได้รับชื่อว่า Sin Nombre virus และมีหนูกวาง หรือ Deer Mouse เป็นสัตว์รังโรคหลัก เหตุการณ์นั้นทำให้โลกรู้จักโรคซึ่งเรียกว่า Hantavirus Pulmonary Syndrome: HPS หรือกลุ่มอาการปอดจากฮันตาไวรัสเป็นครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงที่ควรแยกให้ชัดเจนว่า ฮันตาไวรัสในฐานะกลุ่มไวรัสเป็นที่รู้จักก่อนปี 1993 แล้ว สิ่งที่ค้นพบในปีนั้นคือโรคปอดรูปแบบใหม่และไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดในทวีปอเมริกาเหนือ ไม่ใช่การค้นพบฮันตาไวรัสทุกชนิดเป็นครั้งแรก

เกิดอะไรขึ้นในเหตุการณ์ Four Corners ปี 1993?
หนึ่งในเหตุการณ์ที่จุดประกายการสืบสวนเกิดขึ้นเมื่อชายหนุ่มอายุ 19 ปี ซึ่งเป็นนักวิ่งมาราธอนและมีสุขภาพแข็งแรง เกิดอาการหายใจลำบากอย่างรุนแรงระหว่างเดินทาง ผู้สืบสวนพบว่าเขามีความเชื่อมโยงกับหญิงสาวที่เสียชีวิตจากอาการคล้ายกันก่อนหน้านั้นไม่นาน
เมื่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจสอบย้อนหลัง จึงพบผู้ป่วยรายอื่นที่มีรูปแบบอาการใกล้เคียงกัน ได้แก่ เริ่มจากไข้ ปวดเมื่อยและอ่อนเพลีย ก่อนเข้าสู่ภาวะมีของเหลวสะสมในปอดและการไหลเวียนเลือดล้มเหลวอย่างรวดเร็ว
ทีมจากหน่วยงานท้องถิ่นและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ CDC ร่วมกันตรวจตัวอย่างผู้ป่วย สำรวจบ้านและดักจับสัตว์ฟันแทะในบริเวณที่เกี่ยวข้อง
หลักฐานค่อย ๆ ชี้ไปยังหนูกวาง Peromyscus maniculatus ซึ่งเป็นสัตว์ฟันแทะขนาดเล็กที่พบได้กว้างขวางในอเมริกาเหนือ และสามารถเข้าอาศัยในบ้าน กระท่อม โรงนา และอาคารชนบทได้
ในเดือนพฤศจิกายน 1993 นักวิจัยสามารถแยกไวรัสที่เกี่ยวข้องกับ HPS จากเนื้อเยื่อของหนูกวางซึ่งจับได้ใกล้บ้านผู้ป่วยในนิวเม็กซิโก เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการสืบสวนโรคอุบัติใหม่ CDC Emerging Infectious Diseases, CDC MMWR
หนูกวางเป็นต้นเหตุของฮันตาไวรัสทุกชนิดหรือไม่?
ไม่ใช่
คำว่า “ฮันตาไวรัส” หมายถึงไวรัสหลายชนิด ซึ่งมักมีสัตว์รังโรคตามธรรมชาติแตกต่างกันไป หนูกวางเป็นสัตว์รังโรคหลักของ Sin Nombre virus ในอเมริกาเหนือ แต่ฮันตาไวรัสในภูมิภาคอื่นอาจสัมพันธ์กับหนูคนละชนิด
โรคจากฮันตาไวรัสยังมีรูปแบบแตกต่างกันตามชนิดของไวรัสและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น
- ในทวีปอเมริกา ไวรัสบางชนิดทำให้เกิด HPS หรือ HCPS ซึ่งกระทบปอดและระบบหัวใจไหลเวียน
- ในยุโรปและเอเชีย ไวรัสบางชนิดสัมพันธ์กับไข้เลือดออกที่มีอาการทางไต หรือ HFRS
- Andes virus ในอเมริกาใต้เป็นกรณีพิเศษที่พบหลักฐานการแพร่ระหว่างคนได้อย่างจำกัด
ดังนั้น การพบหนูในบ้านไม่ได้หมายความว่าหนูตัวนั้นมี Sin Nombre virus และหนูบ้านในประเทศไทยก็ไม่ควรถูกเรียกว่า “หนูกวาง” ตามเหตุการณ์ในสหรัฐฯ

พื้นที่แบบใดควรระมัดระวังเป็นพิเศษ?
พื้นที่เสี่ยงมักเป็นบริเวณที่ปิด ไม่มีคนเข้าใช้งาน และมีโอกาสให้สัตว์ฟันแทะตั้งรังเป็นเวลานาน เช่น
- บ้านพักตากอากาศที่ปิดไว้หลายเดือน
- กระท่อม โรงนา เพิงเก็บเครื่องมือหรือยุ้งฉาง
- ห้องเก็บของซึ่งไม่ค่อยเปิดใช้งาน
- โกดังที่มีอาหารสัตว์หรือเมล็ดพืช
- อาคารร้างและพื้นที่เหนือฝ้า
- รถหรือเครื่องจักรที่จอดทิ้งไว้นาน
- พื้นที่ซึ่งพบมูลจำนวนมาก หลายรัง หรือซากหนู
ยิ่งพบการปนเปื้อนมาก การเข้าไปทำความสะอาดโดยไม่ประเมินสถานการณ์ยิ่งมีความเสี่ยง การปนเปื้อนระดับหนักไม่ควรจัดการเหมือนมูลหนูเพียงไม่กี่ก้อนในพื้นที่เปิดโล่ง

อาการของ HPS เป็นอย่างไร?
ในระยะแรก อาการอาจคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป ได้แก่
- มีไข้
- อ่อนเพลียมาก
- ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดใหญ่
- ปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะ
- คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหรือท้องเสียในผู้ป่วยบางราย
หลังจากนั้นผู้ป่วยอาจเริ่มไอ แน่นหน้าอกและหายใจลำบาก เนื่องจากมีของเหลวสะสมในปอด อาการอาจรุนแรงอย่างรวดเร็วและจำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาล
อาการเหล่านี้ไม่ได้จำเพาะต่อฮันตาไวรัสและไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียว หากมีไข้หรืออาการคล้ายไข้หวัดหลังสัมผัสพื้นที่ซึ่งมีหนูหรือสิ่งขับถ่าย ควรแจ้งประวัติการสัมผัสแก่แพทย์ ส่วนผู้ที่เริ่มหายใจลำบากควรรับการประเมินฉุกเฉิน ไม่ควรรอดูอาการเอง

วิธีทำความสะอาดมูลหนูอย่างปลอดภัย
สิ่งที่ไม่ควรทำมากที่สุดคือ กวาดหรือใช้เครื่องดูดฝุ่นกับมูล ปัสสาวะแห้ง และรังหนูโดยตรง เพราะอาจทำให้อนุภาคปนเปื้อนฟุ้งขึ้นสู่อากาศ
สำหรับการปนเปื้อนเล็กน้อยในบ้านหรืออาคารทั่วไป CDC แนะนำขั้นตอนดังนี้
1. เปิดระบายอากาศก่อนเข้าทำความสะอาด
หากเป็นกระท่อม โรงนา หรืออาคารที่ปิดมานาน ให้เปิดประตูและหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทอย่างน้อย 30 นาที หากทำได้ควรเปิดให้เกิดการระบายอากาศข้ามด้าน และออกมารอภายนอกในช่วงเวลาดังกล่าว
ไม่ควรใช้พัดลมเป่าไปยังบริเวณที่มีมูลแห้ง เพราะอาจทำให้สิ่งปนเปื้อนกระจาย
2. สวมถุงมือยางหรือถุงมือพลาสติก
ถุงมือช่วยลดการสัมผัสปัสสาวะ มูล รัง และน้ำยาฆ่าเชื้อโดยตรง ตรวจให้แน่ใจว่าถุงมือไม่ฉีกขาดก่อนเริ่มงาน
3. ทำให้มูลและคราบเปียกทั่วถึง
ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับพื้นผิวตามฉลาก หรือสารละลายตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข ลงบนมูลและบริเวณโดยรอบจนเปียกชุ่ม
ปล่อยให้น้ำยาสัมผัสพื้นผิวอย่างน้อย 5 นาที หรือตามระยะเวลาที่ฉลากกำหนด ไม่ควรผสมน้ำยาฆ่าเชื้อหลายชนิดเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์คลอรีนกับกรดหรือแอมโมเนีย
4. ใช้กระดาษเช็ดเก็บ
ใช้กระดาษแบบใช้แล้วทิ้งเช็ดมูลและคราบที่เปียกแล้ว จากนั้นทิ้งลงในถุงหรือถังขยะที่มีฝาปิด
5. เช็ดหรือถูพื้นผิวซ้ำ
ทำความสะอาดพื้น ตู้ ชั้นวาง ลิ้นชัก และพื้นผิวแข็งบริเวณรอบข้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์
6. ล้างมือก่อนและหลังถอดถุงมือ
ล้างมือที่ยังสวมถุงมือด้วยสบู่และน้ำหรือเช็ดถุงมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนถอด จากนั้นล้างมือจริงด้วยสบู่และน้ำอีกครั้ง
แนวทางข้างต้นอ้างอิงขั้นตอนทำความสะอาดล่าสุดของ CDC: How to Clean Up After Rodents
แค่สวมหน้ากากแล้วกวาดได้หรือไม่?
ไม่ได้
หน้ากากไม่ใช่สิ่งทดแทนการทำให้สิ่งปนเปื้อนเปียกก่อนเก็บ และหน้ากากอนามัยทั่วไปไม่ได้ทำให้การกวาดหรือดูดฝุ่นมูลหนูแห้งกลายเป็นวิธีที่ปลอดภัย
สำหรับการปนเปื้อนเล็กน้อย CDC เน้นถุงมือ การระบายอากาศ การฉีดน้ำยาจนเปียก และการห้ามกวาดหรือดูดฝุ่น ส่วนอาคารที่พบมูลเป็นกอง มีรังหรือซากหนูจำนวนมาก ถือเป็นการปนเปื้อนระดับหนัก ซึ่งอาจต้องใช้ชุดป้องกัน ดวงตา และเครื่องกรองอากาศระดับเหมาะสม ภายใต้ระบบความปลอดภัยในการทำงาน
เจ้าของพื้นที่ทั่วไปจึงไม่ควรซื้อหน้ากากมาใส่แล้วเข้าไปจัดการการปนเปื้อนหนักด้วยตนเอง ควรปิดพื้นที่และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานสาธารณสุข

ประเทศไทยมีฮันตาไวรัสหรือไม่?
ไม่ควรสรุปว่า “ประเทศไทยไม่มีฮันตาไวรัส”
งานศึกษาสัตว์ฟันแทะในประเทศไทยเคยตรวจพบหลักฐานทางพันธุกรรมของฮันตาไวรัสในหนูพุกใหญ่ Bandicota indica และมีรายงานผู้ป่วยเชิงวิชาการจากประเทศไทยมาก่อน งานศึกษาสัตว์ฟันแทะในประเทศไทย, รายงานผู้ป่วยโดยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
แต่ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยกำลังเผชิญการระบาดแบบ Four Corners หรือว่าหนูตามบ้านทุกตัวแพร่เชื้อได้ ความเสี่ยง ชนิดไวรัส สัตว์รังโรคและรูปแบบโรคแตกต่างกันตามภูมิภาค
เหตุผลที่คนไทยควรใช้วิธีทำความสะอาดอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เพราะต้องหวาดกลัว HPS เพียงโรคเดียว แต่เพราะมูล ปัสสาวะและรังหนูอาจเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคและการปนเปื้อนหลายชนิด
การป้องกันที่ต้นเหตุสำคัญกว่าการทำความสะอาดซ้ำ
หากทำความสะอาดมูลหนูแล้ว แต่ยังมีช่องทางเข้า อาหารและที่กำบัง มูลชุดใหม่ก็จะกลับมาปรากฏอีก
แนวทางป้องกันระยะยาวควรประกอบด้วย
- ปิดช่องว่างรอบท่อ ประตู หลังคาและผนัง
- เก็บอาหารและอาหารสัตว์ในภาชนะปิดสนิท
- ปิดฝาถังขยะและกำจัดเศษอาหาร
- ลดกองกระดาษ กล่อง และวัสดุสร้างรัง
- ตัดพุ่มไม้และย้ายกองวัสดุออกจากตัวอาคาร
- ตรวจหามูล รอยกัด และรอยมันตามเส้นทางเดิน
- วางระบบดักและเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม
- ประเมินซ้ำหลังควบคุม เพื่อยืนยันว่าไม่มีการบุกรุกใหม่
การจัดการแบบนี้ช่วยลดทั้งโอกาสสัมผัสสิ่งขับถ่ายและความจำเป็นในการใช้สารกำจัดหนูอย่างต่อเนื่อง
สรุป: บทเรียนจากปี 1993 ที่ยังสำคัญในวันนี้
ปี 1993 ไม่ใช่ปีที่โลกค้นพบฮันตาไวรัสเป็นครั้งแรก แต่เป็นปีที่เหตุการณ์ Four Corners ทำให้วงการแพทย์รู้จัก Hantavirus Pulmonary Syndrome และค้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง Sin Nombre virus กับหนูกวางในอเมริกาเหนือ
บทเรียนสำคัญที่สุดไม่ใช่การกลัวหนูทุกตัว แต่คือการไม่ประมาทสิ่งปนเปื้อนที่มองเห็นเป็นเพียงมูลแห้งไม่กี่ก้อน
เมื่อพบร่องรอยหนูในอาคารที่ปิดมานาน จำหลักง่าย ๆ ว่า
เปิดให้อากาศถ่ายเท—สวมถุงมือ—ฉีดให้เปียก—รอให้น้ำยาทำงาน—เช็ดเก็บ
ไม่กวาด ไม่ดูดฝุ่น และไม่จัดการการปนเปื้อนหนักโดยไม่มีการประเมินความเสี่ยง
FAQ : คำถามที่พบบ่อย
Q : ฮันตาไวรัสถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1993 จริงหรือไม่?
A : ไม่จริงทั้งหมด ฮันตาไวรัสเป็นที่รู้จักก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ปี 1993 เป็นปีที่วงการแพทย์ค้นพบ HPS และไวรัสสายพันธุ์ใหม่ซึ่งต่อมาเรียกว่า Sin Nombre virus จากเหตุการณ์ Four Corners
Q : หนูกวางพบในประเทศไทยหรือไม่?
A : หนูกวาง Peromyscus maniculatus ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Sin Nombre virus เป็นสัตว์ในอเมริกาเหนือ ไม่ใช่หนูบ้านชนิดหลักในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หนูชนิดอื่นอาจสัมพันธ์กับฮันตาไวรัสคนละชนิดได้
Q : ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดมูลหนูได้หรือไม่?
ไม่ควรดูดมูล ปัสสาวะแห้งหรือรังหนูโดยตรง เพราะอาจทำให้อนุภาคปนเปื้อนฟุ้งขึ้น ควรฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อจนเปียก ทิ้งไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วใช้กระดาษเช็ดเก็บ
Q : จำเป็นต้องสวม N95 ทุกครั้งหรือไม่?
A : การปนเปื้อนเล็กน้อยในบ้านทั่วไปควรปฏิบัติตามคำแนะนำหลักเรื่องการระบายอากาศ ถุงมือและการทำให้เปียก ส่วน N95 หรือเครื่องกรองอากาศไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างให้กวาดมูลแห้ง สำหรับการปนเปื้อนหนักควรให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมประเมิน PPE และระบบป้องกันทางเดินหายใจ
Q : หากมีไข้หลังทำความสะอาดมูลหนูควรทำอย่างไร?
A : ควรปรึกษาแพทย์และแจ้งประวัติสัมผัสหนู มูล ปัสสาวะ หรืออาคารที่ปิดร้าง หากมีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก หน้ามืด หรืออาการทรุดเร็ว ควรรับการประเมินฉุกเฉินทันที
สนใจสั่งซื้อหรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
บริษัท กรีน อะโกรซายน์ จำกัด
โทรศัพท์ : 02-374-7118-9, 02-377-9580, 02-377-2488, 02-375-1995
Hotline : 081-421-8517, 081-905-6566




